ในประเทศไทย แสง UV ระดับ Index 8-11 เกิดขึ้นเกือบทุกวัน นั่นหมายความว่าการไม่ใช้ครีมกันแดดเทียบเท่ากับการปล่อยให้รังสี UVA ทำลาย Collagen และ DNA ของเซลล์ผิวทุกวัน แต่ครีมกันแดดที่ดีสำหรับผิวไทยมีคุณสมบัติเฉพาะที่ต้องรู้ก่อนเลือกซื้อ
ทำความเข้าใจ UV Index ในไทย
กรมอุตุนิยมวิทยาไทยรายงานว่าในช่วงฤดูร้อน (มีนาคม-พฤษภาคม) UV Index อยู่ที่ระดับ 9-11 ซึ่งจัดอยู่ใน “Very High” ถึง “Extreme” ตามมาตรฐาน WHO แม้แต่ในวันที่มีเมฆมาก รังสี UV ยังคงทะลุผ่านได้ถึง 80% รังสี UVB ทำให้ผิวไหม้แดงและเป็นตัวการหลักของมะเร็งผิวหนัง ส่วนรังสี UVA ทะลุลึกถึงชั้น Dermis ทำลาย Collagen และเร่งการแก่ก่อนวัย
SPF และ PA คืออะไร?
SPF (Sun Protection Factor) บอกว่าครีมกันแดดปกป้อง UVB ได้แค่ไหน SPF 15 กรอง 93%, SPF 30 กรอง 97%, SPF 50+ กรอง 98-99% สำหรับประเทศไทย แพทย์ผิวหนังแนะนำ SPF 50+ ขั้นต่ำ PA (Protection Grade of UVA) ระบบของญี่ปุ่น โดย PA++++ คือระดับสูงมากที่แนะนำสำหรับคนไทย
Chemical vs Physical Sunscreen
Chemical Sunscreen เช่น Avobenzone บางเบา เบลนด์กับผิวได้ดี ไม่ทิ้งคราบขาว แต่ต้องทาล่วงหน้า 20-30 นาทีก่อนออกแดด Physical/Mineral Sunscreen ที่ใช้ Zinc Oxide เหมาะกับผิวแพ้ง่าย ให้การป้องกัน Broad Spectrum ทั้ง UVA และ UVB สำหรับผิวไทย การใช้ Hybrid Sunscreen ที่ผสมทั้งสองชนิดให้ความสมดุลที่ดีที่สุด
วิธีทาครีมกันแดดให้ได้ SPF จริง
งานวิจัยจาก Photodermatology, Photoimmunology and Photomedicine พบว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่ทาครีมกันแดดน้อยกว่าที่ควรถึง 2-4 เท่า ใช้กฎ “2 ช้อนชา” สำหรับหน้าและคอ ทาล่วงหน้า 20-30 นาทีก่อนออกแดด และทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง
ครีมกันแดดสำหรับผิวประเภทต่างๆ
ผิวมัน: เลือก gel-based สูตร oil-free non-comedogenic ผิวแห้ง: เลือก cream-based ที่มี Hyaluronic Acid ผิวแพ้ง่าย: เลือก Physical sunscreen ที่มี Zinc Oxide ปราศจากน้ำหอม ผิวมีสิว: เลือกสูตร non-comedogenic ที่มี Niacinamide เป็นส่วนผสมเสริม
สรุป
ในสภาพอากาศไทย ครีมกันแดดคือขั้นตอนพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ เลือก SPF 50+ PA++++ ทาในปริมาณที่เพียงพอ และทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง การลงทุนในครีมกันแดดที่ดีวันนี้คือการประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาผิวในอนาคต
